หัวข้อ : หัวซวีอิ่น...เพลงพิณแดนนิทรา # 13

โพสต์เมื่อ 8 พ.ค. 2564, 10:44

.
ม้วนที่หนึ่ง จบชีวิตอันกลวงเปล่า
.
.
ตอนที่สอง (จบ)
.
.
สิบวันให้หลัง ก็มาถึงเมืองเยว่ เมืองหลวงของแคว้นเจียง
.
เสี่ยวหลานบอกว่าตลอดเส้นทางนี้ภูเขาสูงชัน ต้องลำบากอันตรายอย่างยิ่งเป็นแน่ พวกเราหารือกัน เห็นว่าประสบการณ์ด้านสังคมของเขาน่าจะมากมายกว่าข้าและจวินเหว่ย จึงหลับหูหลับตาเชื่อใจเขา เฝ้ารอคอยให้ความลำบากอันตรายมาเยือนอยู่ตลอด แต่เดินทางมาสิบวัน ปลอดภัยดีมาตลอดทาง แม้แต่โจรภูเขาปล้นทรัพย์ยังไม่เจอเลยสักราย
.
จวินเหว่ยถามข้าว่า “เจ้าว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เจอคนร้ายบุกมาโจมตีพวกเรารึ”
.
ข้าพูดว่า “ไม่รู้ รอไปเถอะ”
.
แต่รออยู่นานมาก คนร้ายก็ไม่ยอมมาเสียที พวกเรารอกันจนโมโหสุดขีด
.
คืนก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เมืองเยว่ ในกลุ่มมีสตรีเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน บอกว่าเป็นสาวใช้ควบองครักษ์ของเสี่ยวหลาน ชื่อว่า จื๋อซู่ พวกเราพบกับนางตอนที่ซื้อขนมเปี๊ยะทอดอยู่ริมถนน ฉากหลังคืออาทิตย์อัสดงดั่งโลหิต นางขี่ยอดอาชาสีขาวห้อตะบึงมาหา
.
จวินเหว่ยดึงข้าหลบไปด้านข้าง นางพลิกตัวลงจากม้า แขนเสื้อสีขาวจันทร์ปัดผ่านแก้มข้า ข้ากับจวินเหว่ยยังไม่ทันได้รู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้น นางได้คุกเข่าตึงลงตรงหน้าเสี่ยวหลานดุจรอบข้างไร้ผู้คนเสียแล้ว มองเขาตาแดงก่ำพลางสะอึกสะอื้น
.
“กงจื่อ ในที่สุดจื๋อซู๋ก็ตามหาท่านพบแล้ว”
.
จื๋อซู่หน้าตางดงามสมส่วน กลางหน้าผากมีไฝแดงโดยกำเนิดหนึ่งเม็ด สำหรับเรื่องที่นางยืนกรานจะติดตามพวกเรานั้น เสี่ยวหลานไม่ได้บอกว่าดี และไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่จวินเหว่ยกลับพยักหน้าอนุญาตอย่างรวบรัดมาก เนื่องจากจื๋อซู่เป็นกูเหนี่ยงที่รูปโฉมงดงามจริงๆ จึงสะกิดความรู้สึกสงสารของจวินเหว่ยได้ง่ายดายยิ่ง
.
แต่ในขณะเดียวกับที่สงสารจื๋อซู่ จวินเหว่ยไม่พอใจเสี่ยวหลานอย่างมาก กระซิบกระซาบกับข้าว่า
.
“คนผู้นี้นี่เจ้าชู้จริงๆ แม้แต่องครักษ์ยังเป็นองครักษ์หญิงเลย”
.
แต่ข้าคิดว่า จะพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ ตอนออกมาจากเขาจวินอวี่ จวินซือฝุสั่งให้จวินเหว่ยคุ้มครองข้าให้ดีๆ ถือได้ว่าเป็นองครักษ์ของข้า อิงตามตรรกะนี้ ข้าไยมิใช่เจ้าชู้มากเช่นกัน
.
.
คืนวันนั้น พวกเราค้างคืนที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง นอนไปถึงเที่ยงคืน เสี่ยวหวงคาบแขนเสื้อข้าเขย่าปลุกข้าจนตื่น อาศัยแสงจันทร์พินิจดูสีหน้าของมัน คล้ายจะเชิญให้ข้าร่วมเดินเล่นใต้แสงเดือนกับมัน
.
พวกเราทะลุผ่านระเบียงยาว เสือหนึ่งตัวคนตายหนึ่งคน ฝีเท้าเบาเสียจนแทบลอยขึ้นมา ขณะกำลังจะเดินเข้าไปในสวนท้ายเรือน ก็พลันได้ยินเสียงของจื๋อซู่
.
“หญิงผู้นั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษ เหตุใดกงจื่อจึงไม่ยินยอมตามจื๋อซู่กลับจวนเล่า กงจื่อทราบหรือไม่ว่า ในหลายวันที่ท่านไม่อยู่นี้ ด้านเอ้อร์กงจื่อ นั่นได้มีการลอบเคลื่อนไหวอีกไม่น้อย จื๋อซู่ทราบดี จื่อเยียนกูเหนี่ยงทำร้ายกงจื่ออย่างลึกล้ำนัก แต่กงจื่อท่าน...ท่านต้องถือสถานการณ์ใหญ่เป็นสำคัญนะเจ้าคะ”
.
ข้าคิดในใจ เรื่องชาวบ้านนี้ข้าจะแอบฟังดี หรือไม่แอบฟังดี สุดท้ายศีลธรรมได้เอาชนะความสอดรู้ ตัดสินใจอย่าแอบฟังจะดีกว่า
.
แต่ข้ายังไม่ทันได้ชักเท้าจากไป เสี่ยวหลานก็ได้กล่าวต่อคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำ ลอยตามลมราตรีมาถึงริมโสตข้า มีความรู้สึกที่คุ้นเคย
.
“พวกเจ้า” หยุดชะงักไปเล็กน้อย “หาจื่อเยียนพบแล้ว?”
.
ข้าลากเสี่ยวหวงถอยมาถึงประตูวงเดือน ได้ยินจื๋อซู่พูดพอดีว่า
.
“กงจื่อ ท่านรักจื่อเยียนกูเหนี่ยงอย่างลึกล้ำจริงใจ แต่นาง...นางคือสายลับที่แคว้นจ้าวส่งมา ใจนางคิดแต่จะวางแผนลอบสังหารท่าน นาง...”
.
เสียงค่อยๆ เลือนหายไปทางข้างหลังข้ากับเสี่ยวหวง
.
ใต้ชายคาระเบียง ข้านึกถึงความรู้สึกอันคุ้นเคยเมื่อครู่นี้ รู้สึกอย่างเลื่อนลอยว่าได้ย้อนกลับไปยังถ้ำแห่งนั้นเมื่อสามปีก่อนอีกครั้ง มู่เหยียนนั่งอยู่ตรงข้ามข้า นิ้วมือขาวนวลดีดบรรเลงพิณซึ่งสายทำมาจากเส้นไหม เรียวปากอมยิ้มจางๆ
.
เรื่องราวผ่านพ้นมาสามปี ความจริงข้าจำเสียงของเขาไม่ได้เสียแล้ว มีเพียงท่วงทำนองพิณเหล่านั้นที่ยังคงมักจะดังขึ้นที่ริมโสตข้าอยู่เนืองๆ พลิ้วไหวอ่อนช้อย เป็นเพลงที่ข้าร้องไม่เป็น
.
ดวงจันทร์ทั้งใหญ่ทั้งขาว ข้ายกมือขึ้นปิดตาไว้ เหมือนกับที่นิ้วมือของเขาเคยบังสองตาของข้า แต่ทว่าดวงตาคู่นี้ บัดนี้ได้ตายไปแล้วเช่นกัน
.
เรื่องนี้ช่างจนปัญญาโดยแท้
.

Admin เข้าร่วมเมื่อ 8 พ.ค. 2564, 10:44

0 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น