หัวข้อ : BOSS จินตนาการพิสดาร เล่ม 1 บทที่ 5 นักเล่นเกมอาชีพ

โพสต์เมื่อ 3 ก.พ. 2555, 22:53

บทที่ 5

 

นักเล่นเกมอาชีพ

 

 

คืนวันนั้นจื่ออวี๋ก็เข้า MSN ทักเอ้อร์เลิ่ง แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องเมื่อกลางวันและงานของเขา

เมื่อคุยกันเรียบร้อยว่าจะไปเก็บเลเวลด้วยกัน จื่ออวี๋ก็เปิดหน้าต่างของเกมสงครามเทพบรรพกาล เพิ่งจะลงทะเบียนเข้าสู่เมืองหนานเทียน ไอคอนข้อความของจื่ออวี๋ก็กะพริบไม่ได้หยุด

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสียวอวี่ มาเก็บเลเวลด้วยกันเถอะ!’

ยายดาวพิฆาตนี่...จื่ออวี๋หันมองไปรอบด้านโดยสัญชาตญาณ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเงาของยายหมูไร้เทียมทานแล้วจึงค่อยแอบถอนหายใจโล่งอก

ออกจากเมืองหนานเทียนแล้วมุ่งตรงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือตลอดทาง ผ่านบึงน้ำยุคแรกเริ่ม ตามด้วยผ่านป่าดงดิบโบราณมืดทะมึน ที่ปรากฏแก่คลองจักษุคือซากโบราณสถานของเผ่าโบราณแห่งหนึ่ง วิญญาณสีเทาลอยละล่องไปทั่ว ขอแค่มองเห็นว่ามีคนก็จะโถมเข้าไปดูดเลือดอีกฝ่ายจนแห้งทันที

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ผีหลอก!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : บอกนายแล้วไงเล่าว่าฉันไปทำงาน ยังจะร้องอีก!’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ใครใช้ให้นายหายสาบสูญตั้งเกือบครึ่งปีเล่า ฉันก็ต้องนึกว่าเจอผีน่ะสิ’

จื่ออวี๋ได้แต่ถอนหายใจ ตั้งกลุ่มกับเอ้อร์เลิ่งและชิวต้าส้าว ตีวิญญาณด้วยกัน...ความจริงเอ้อร์เลิ่งกับชิวต้าส้าวต่างใกล้จะเลเวล 80 แล้ว วันนี้ถือว่าเสียสละมาเก็บเลเวลเป็นเพื่อนจื่ออวี๋

มืออาชีพก็คือมืออาชีพจริงๆ ประสิทธิภาพต่างกันเห็นๆ

เอ้อร์เลิ่งจื่อกับชิวต้าส้าวต่างก็เปิดบอทเพิ่มความเร็ว การโจมตีที่แข็งแกร่งทรงพลังบวกกับวิญญาณที่เลือดน้อยการป้องกันต่ำ ค่าประสบการณ์ของจื่ออวี๋เพิ่มเอาๆ ไม่มีหยุดเหมือนน้ำทะเลทะลักขึ้นยังไงยังงั้น

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : จริงสิ เอ้อร์เลิ่ง นายเล่นเกมนี้มานานแค่ไหนแล้ว?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : เริ่มตั้งแต่โคลสเบต้าวันแรกแล้ว ไอดีในมือก่อนหน้านี้เก็บเลเวลได้แค่ครึ่งเดียวก็เหมาขายทิ้งไปหมดแล้ว ไอดีเกมนู้นของนายล่ะ? ตอนแรกฉันยังคิดจะขายให้นายด้วยซ้ำ!’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ขายแล้วเหมือนกัน ตอนกลางวันฉันเปิดบอทไปทำงาน กลางคืนตีบอสตีไอเท็ม พอเก็บถึงเลเวล 100 ก็ขายไปแล้ว’

ช่วงเดือนสองเดือนแรกที่เริ่มทำงานน่าเบื่อเกินไป จื่ออวี๋จึงเข้าออฟฟิศไปหลับ พอเลิกงานแล้วก็เข้าเกมเก็บเลเวล ซึ่งก็เร่งขายไอดีทั้งหมดทิ้งทันก่อนที่บอสจะเริ่มงานยุ่งพอดี

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : งั้นหลังจากนี้คิดจะเอาไง? ตั้งใจทำงานหรือควบหากินกับเกมต่อ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ทำงาน ที่นี่จะแค่มาเล่นฆ่าเวลาหลังเลิกงาน’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : งั้นก็ลดไปอีกคนน่ะสิ ตอนแรกคิดจะเรียกนายไปตีบอสด้วยกันด้วยซ้ำ’

จากความหมายในบางแง่มุม ตอนตีบอส จื่ออวี๋ก็อยู่กับพวกเขาแหละนะ...

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : พวกนายรู้หรือเปล่าว่าคนที่ได้ดร็อปของเทพครั้งก่อนคือใคร?’

‘ชิวต้าส้าว : นายก็สนใจของเทพด้วยเรอะ’ ชิวต้าส้าวที่ตั้งอกตั้งใจตีมอนสเตอร์อยู่ตลอดได้ยินเข้าก็หยุดตีมอนสเตอร์ถามจื่ออวี๋อย่างประหลาดใจ

ความจริงน่ะเขาสนใจคนที่ได้ดร็อปของเทพต่างหาก

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ก็สนใจนิดหน่อย พวกนายไม่สนใจเรอะ?’

ข้อความเพิ่งจะพิมพ์ออกไป ใน MSN ของจื่ออวี๋ ดิสเพลย์ของเอ้อร์เลิ่งก็เริ่มกะพริบ คลิกที่ดิสเพลย์เปิดหน้าต่างขึ้นมา จื่ออวี๋แทบจะเป็นลม

‘พี่น้อง คนที่อยู่ในเกมนั่นใช่นายหรือเปล่าน่ะ?’

ฉุน! เขาก็แค่สนใจของเทพนิดหน่อยเท่านั้น จำเป็นต้องถึงขั้นสงสัยว่าเขาเป็นคนอื่นปลอมตัวมาด้วยเรอะ? จื่ออวี๋ปิดหน้าต่าง MSN พูดตอบเอ้อร์เลิ่งจื่อในเกมโดยตรง

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เอ้อร์เลิ่งจื่อ นายนี่ถูกกะเทยหลอกจนวิตกจริตจิตไม่ปกติไปแล้วใช่มะ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ...ของแท้แฮะ...’

เมื่อสองปีก่อนตอนที่จื่ออวี๋เพิ่งจะรู้จักเอ้อร์เลิ่ง เอ้อร์เลิ่งจื่อยังคงมีความคิดที่ซื่ออย่างยิ่งกับสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษอย่างน้องหนูคนสวย จนต่อมาถึงกับถูกกะเทยคนหนึ่งหลอกเงินหลอกเครื่องป้องกัน แม้แต่ไอดีก็เกือบได้ถูกหลอกเอาไปด้วย กลายเป็นบทเรียนขึ้นหิ้งในด้านลบที่รู้กันดีในหมู่พี่น้องไปเลย

‘ชิวต้าส้าว : โหยวอวี่ เรื่องนี้จะไปโทษเอ้อร์เลิ่งไม่ได้หรอก พวกเรานึกว่านายไม่มีทางสนใจของเทพกันทั้งนั้น อย่างน้อยก็ไม่มีทางสนใจของเทพที่โผล่ออกมาแล้ว’

เขาก็ไม่สนใจน่ะแหละ แต่ทำไมสองคนนี้ถึงได้แน่ใจนักหนาล่ะว่าเขาไม่มีทางสนใจ? หรือสองคนนี้รู้เช่นเห็นชาติทะลุทะลวงไปถึงไส้พุงทุกขดของเขาแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว?

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : พวกนายมั่นใจว่าเข้าใจฉันมากขนาดนี้เชียว?’

‘ชิวต้าส้าว : ไม่ใช่เข้าใจ ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟังแล้วกัน เช่นว่าอยู่ๆ ตรงหน้าเราสามคนก็มีเงินหีบนึงโผล่ขึ้นมา เอ้อร์เลิ่งจื่อต้องชักเท้าพุ่งเข้าไปหาทันทีแน่นอน ถึงจะมองเห็นว่าด้านนอกเงินหีบนั้นมีกรงเหล็กอยู่ด้วย เขาก็จะทำเป็นมองไม่เห็น ส่วนฉันจะมองดูรอบๆ ก่อนว่ามีของอะไรที่น่าสงสัยหรือเปล่า จากนั้นค่อยไปเอาเงินหีบนั้น แต่จื่ออวี๋ นายน่ะนะ ถ้านายไม่ทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่งว่าเงินหีบนั้นใครเป็นคนวางเอาไว้ ทำไมถึงวางอยู่ตรงนั้น นายจะไม่มีทางขยับเข้าไปหาแม้แต่ก้าวเดียว ไม่แน่ว่าอาจจะหันเดินจากไปเลยก็ได้’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ห่าเอ๊ย ในสายตาพวกนายฉันไม่หวั่นไหวกับเงินทองขนาดนั้นเชียว? งั้นฉันยังจะเล่นเกมออนไลน์ทำให้ตัวเองต้องเหนื่อยยังกับหมาแบบนี้ไปทำไมวะ?’

ตั้งแต่รู้ความเป็นต้นมาจื่ออวี๋ก็ไม่เคยเห็นตัวเองเป็นนักบุญเลย แถมยังไม่เคยปิดบังความต้องการของตัวเองมาก่อน เวลาไปตีบอสกับพี่น้องก๊วนนี้ สิทธิ์ที่ควรต้องแย่งเขาก็ไม่เคยอ่อนข้อถอยให้มาก่อน เขาไม่เข้าใจเอาเลยว่าคำประเมินนิสัยแบบนี้มันมาได้ยังไง

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ไม่ใช่ว่าไม่ชอบเงิน แต่นายมันไม่เคยเชื่อว่าเรื่องดีๆ จะร่วงตกลงมาจากฟ้าได้ตะหากเล่า’

เอ้อ...อันนี้ดูเหมือนออกจะ...

‘ชิวต้าส้าว : เพราะงั้นพวกเราถึงได้คิดมาตลอดไงว่าเทียบกับของเทพแล้ว นายจะยอมตีบอสย่อยตีเครื่องป้องกันระดับกลางค่อนไปทางสูงมากกว่า’

เจ้าสองคนนี้รู้จักเราดีจริงๆ ด้วย...ดูท่าทางจะปั้นเรื่องมาโกหกสองคนนี้คงต้องเค้นสมองกันหน่อยซะแล้ว

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันแค่อยากจะถามดูว่าในเกมตอนนี้คนกลุ่มไหนที่เก่งก็เท่านั้น’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ก็นายไง ไม่ใช่เรอะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันที่เป็นแค่นักสู้เลเวล 31 เนี่ยนะ’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : พอเลย นายลาออกกลับมาบ้านแค่เดือนเดียวก็ไล่ตามพวกเราทันแล้ว เลเวลไม่ได้หมายถึงความสามารถ นายก็รู้นี่’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันอยากจะหาค่ายพรรคเก่งๆ ช่วยพาฉันเก็บเลเวล’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : นายเปิดห้าไอดีซะเองก็เรียบร้อยแล้วไม่ใช่เรอะ?’

ห่าเอ๊ย! จื่ออวี๋อยากจะด่าคนขึ้นมาติดหมัด...

‘ชิวต้าส้าว : พอแล้ว โหยวอวี่ นายอยากจะถามอะไรก็ถามเถอะ ไม่ใช่เพิ่งจะรู้จักกันวันแรกซะหน่อย นายมัวแต่ถามอ้อมค้อมถามมีแต่จะทำให้เอ้อร์เลิ่งโมโหเดือดใช่รึไง?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันแค่อยากจะรู้เท่านั้นว่าคนที่ได้ดร็อปของเทพครั้งก่อนคือใคร!’

‘ชิวต้าส้าว : นายคงไม่ได้นึกสนใจของเทพจริงๆ หรอกนะ?’

ไอ้ห่าเอ๊ยแม่งABCDEFG…

จื่ออวี๋ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการล้วงถามอะไรสักนิดจากเพื่อนตายร่วมก๊วนสองคนนี้มันจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ได้ ถ้าตอนนี้อยู่ที่บริษัท เขาละอยากจะปล่อยสายฟ้าผ่าเจ้าบ้าสองคนนี้ให้ตายโหงจริงจริ๊ง

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เลิกสนใจก่อนได้ปะว่าฉันสนใจของเทพหรือเปล่า พวกนายตอบคำถามฉันซะได้มะ?’

‘ชิวต้าส้าว : นายอย่าโมโหน่า! ความจริงฉันกับเอ้อร์เลิ่งชินกับการฉายเดี่ยวทั้งคู่ นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่เรอะ? เลยไม่ค่อยรู้จักพวกค่ายพรรคอะไรนั่นเท่าไหร่’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : แต่ก็ไม่มีทางไม่รู้เลยสักนิดใช่มั้ยล่ะ?’

‘ชิวต้าส้าว : ชื่อของค่ายพรรคพวกนั้น นายจะเอามะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ......’

เป็นครั้งแรกที่จื่ออวี๋เริ่มจะนึกเจ็บใจกับการตัดขาดจากทางโลกของพวกเขา จื่ออวี๋ที่ก็เคยเป็นนักเล่นเกมอาชีพมาก่อนย่อมจะกระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่าที่เออร์เลิ่งกับชิวต้าส้าวพูดไม่ได้เวอร์เกินจริงเลยสักนิด นักเล่นเกมอาชีพไม่เคยสนใจเรื่องตั้งพรรคหาพวกมาแต่ไหนแต่ไร ความสนใจอย่างเดียวของพวกเขาก็คือผลประโยชน์ มีแค่คนจำนวนน้อยมากเท่านั้นที่จะสนใจการคบค้าสมาคม

ปกติพวกเขาจะมีแวดวงของตัวเอง และแวดวงนี้ก็มีไว้เพื่อความสะดวกเวลาทำเควสกับขายเครื่องป้องกันขายไอดีเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว เวลากว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปพวกเขาจะต่างคนต่างใช้ชีวิตแบบตัดขาดจากทางโลกกันทั้งนั้น การพบปะสมาคมกับคนในแวดวงก็น้อยนิดซะขนาดนี้แล้ว การสมาคมกับคนนอกแวดวงยิ่งน้อยนิดเสียจนแทบจะเป็นศูนย์

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : โหยวอวี่ นายคิดจะถอนตัวออกจากวงการนี้ไปเป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : มันจะเป็นไปได้ยังไง?’ ถึงตอนนี้เขาจะไม่ได้หากินกับเงินค่าขายไอเท็มไอดีอีก แต่ว่ากันโดยพื้นฐานแล้ว เขาก็ยังคงทำงานเป็นนักเล่นเกมอาชีพอยู่ดี

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ช่างเถอะ ถึงยังไงพวกเราก็ยุ่งเรื่องของนายไม่ได้มากอยู่แล้ว’ คำพูดจริงจังที่ยากนักจะมีสักครั้งของเอ้อร์เลิ่งเหมือนจะงอนอยู่เล็กน้อย ‘ถึงพวกฉันจะไม่รู้ว่าคนที่ได้ดร็อปของเทพในวันนั้นคือใคร แต่ฉันกับต้าส้าวต่างก็คิดว่าไม่มีทางใช่ฝีมือของพวกค่ายพรรคในเกมพวกนั้นแน่นอน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นนักเล่นเกมอาชีพเหมือนพวกเราอีกกลุ่ม พวกเราไปตีฝูซีกันมาแล้ว ผลคืออยู่ได้แค่ไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องกลับมากันแล้ว ถึงกลุ่มของพวกเราจะไม่ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีเลเวลสูงสุด แต่รับรองว่าเก่งกว่าคนที่ลากออกมาจากค่ายพรรคพวกนั้นแน่นอน พูดกันแบบไม่น่าฟัง พวกที่ตั้งพรรคหาพวกน่ะมันเศษสวะทั้งนั้น ถ้าไม่รวมหัวกันก็ไม่มีปัญญาทำอะไรได้สักอย่าง นายไปสืบเรื่องพวกนั้นรังแต่จะเปลืองแรงเปล่าๆ!’

‘ชิวต้าส้าว : เอ้อร์เลิ่งพูดถูกแล้ว ถ้านายอยากจะสืบข่าวสู้ไปถามนายหน้ายังจะดีเสียกว่า ก๊วนพวกเรามันแค่พวกตอดเล็กตอดน้อยเท่านั้น เป้าหมายพื้นฐานที่เล็งมีแต่เครื่องป้องกันระดับกลางค่อนไปทางสูง แต่ก็มีคนที่เน้นตีของท็อปอยู่เหมือนกัน เหมือนอย่างสี่บอสใหญ่ของสงครามเทพฯนั่น พวกนั้นน่าจะหาตัวได้ง่ายกว่าพวกเรา และพวกนั้นต้องรับซื้อของจำนวนมากแน่นอน ขอแค่เป็นของท็อป พวกนั้นก็เอาทั้งนั้น’

คำพูดหลายประโยคนี้สะกิดให้จื่ออวี๋ได้สติรู้ตัว นี่เขาดันพาตัวเองเดินหลงเข้าตรอกตันเสียเองหรือนี่

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนชายหนุ่มยังเป็นเหมือนพวกเอ้อร์เลิ่งที่ไม่เห็นพวกค่ายพรรคอยู่ในสายตาอยู่เลย ถ้าเป็นพวกค่ายพรรคในโลกความจริง จะมากจะน้อยก็ยังมีการถ่ายทอดวิชาต่อสู้ เคล็ดในการชกต่อย แต่ค่ายพรรคในเกมนั้น แฉกันชัดๆ ก็คือใครสักคนที่โหมเล่นเกมหนักหน่อยนำโขยงเจ้าหนูนั่นแหละ เวลาออกจากถิ่นตัวไปเล่นก็เล่นกันแต่แบบใช้พวกมากรังแกคนน้อยทั้งนั้น

เกมออนไลน์ ที่แข่งกันคือเลเวลกับเครื่องป้องกัน ของพวกนี้ทั้งถ่ายทอดให้กันไม่ได้และก็อปปี้ไม่ได้ เป็นของที่เป็นสมบัติส่วนบุคคลโดยสิ้นเชิง ในตอนที่จื่ออวี๋ยังเป็นนักเล่นเกมอาชีพธรรมดา ชายหนุ่มเองก็เคยล่วงเกินคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนของค่ายพรรคใหญ่มาหลายคนเหมือนกัน และเคยถูกขู่ว่าจะฆ่าจนกว่าเขาจะลบไอดีทิ้งมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง

ผลคือพอจื่ออวี๋เรียกพวกเอ้อร์เลิ่งมา เจ้าพวกนั้นก็หัวหดเสียแล้ว เลเวลต่ำกว่าพวกจื่ออวี๋ เครื่องป้องกันกระจอกกว่าพวกจื่ออวี๋ ขอพูดที่ไม่ควรพูดสักคำ แม้แต่บอทก็เทพสู้พวกจื่ออวี๋ไม่ได้ ช่วยไม่ได้ล่ะนะ มืออาชีพน่ะ ไม่ใช่แค่เล่น แต่อาศัยเรื่องนี้หากินทั้งนั้น...

ถ้าไม่ใช่เพราะเดือนนี้ถูกเจ้าหนูของค่ายพรรคพวกนั้นรุมจนสกรัมหัวเบลอ เขาก็ควรจะคิดถึงประเด็นนี้ได้แต่แรกแล้ว ผู้เล่นธรรมดาที่ไปท้าสู้บอสนั้นมีน้อยมาก ปกติจะมีแต่คนที่ตั้งพรรคหาพวก เที่ยวได้กร่างไปทั่วอยู่ในเกม นึกว่าทั่วหล้านี้ตัวเองไร้เทียมทานทั้งนั้น

อีกอย่างคนที่ซินซางพามาก๊กนั้นเห็นได้ชัดว่าก็มีคนที่เป็นหัวหน้าอยู่ ดังนั้นความคิดแรกที่วาบขึ้นของจื่ออวี๋จึงเป็นซินซางเรียกพี่น้องของตัวเองมาช่วย และพี่น้องคนนั้นก็บังเอิญเป็นลูกพี่ใหญ่ของค่ายพรรคไหนสักแห่ง ดังนั้นถึงได้...แต่ตอนนี้พอมาลองคิดดู คนที่ชื่อซินซางนั่นน่าจะเป็นนักเล่นเกมอาชีพ นักสู้คนนั้นอาจจะเป็นพี่น้องที่สนิทกันของเขา นอกจากนี้ถ้าค่ายพรรคใหญ่พวกนั้นเป็นคนได้ดร็อปของเทพไปล่ะก็ มีหวังต้องรีบเอาออกมาอวดทันทีอย่างแน่นอน ไม่มีทางซ่อนไว้สุดฤทธิ์อย่างนี้หรอก

ถ้าเป็นนักเล่นเกมอาชีพ แถมยังถือบอสใหญ่เป็นเป้าหมาย งั้นก็จัดการง่ายขึ้นเยอะ ถึงแม้ของเทพชิ้นแรกนี้ดูท่าทางพวกเขาคงจะไม่ขาย แต่เรื่องรับซื้อเครื่องป้องกันกับของซัพพอร์ตนั้นต้องซื้อแน่นอน คนพวกนี้ช่วงแรกๆ มีแต่เก็บเลเวลกับเก็บเลเวล ถ้าจะบอกว่าความเร็วในการเก็บเลเวลของคนพวกนี้คือขีดจำกัดสูงสุดของการอัพเลเวลในเกมนี้ก็ไม่ได้เวอร์เกินไปเลย

เป็นเพราะอย่างนี้เอง ช่วงแรกๆ พวกเขาจึงจะใช้เงินไปซื้อของซัพพอร์ตกับเครื่องป้องกันกันทั้งนั้น ทุ่มเทเวลาให้กับการเก็บเลเวลทั้งหมด และปกติรายการซื้อขายของรายการใหญ่ๆ จะดำเนินการผ่านนายหน้าเกมออนไลน์ทั้งสิ้น ขอแค่ไปตรวจสอบดูก็จะได้รู้ข่าวอย่างรวดเร็ว

ถ้าพูดถึงนายหน้าล่ะก็ คิดว่าในก๊วนของจื่ออวี๋ก๊วนนี้ถือว่าเอ้อร์เลิ่งใช้การได้มากที่สุด

เจ้าหมอนี่สุดยอดกระตือรือร้น สิ่งมีชีวิตที่เป็นเพศหญิงทั้งหมดหมอนี่จะสนใจทั้งนั้น ดังนั้นจึงสามารถบอกรายละเอียดของบรรดาน้องหนูคนสวยในทุกแหล่งนายหน้าใหญ่น้อยได้อย่างคล่องแคล่วลื่นไหลเหมือนจาระไนสมบัติในบ้านตัวเอง

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เอ้อร์เลิ่ง งั้นวานนายช่วยไปถามให้หน่อยแล้วกันนะ!’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : รู้แล้วน่า’

การที่เอ้อร์เลิ่งจื่อรับปากอย่างง่ายดายมากกลับทำให้จื่ออวี๋รู้สึกแปลกๆ แต่ก็นึกไม่ออกชั่วคราวเหมือนกันว่าเอ้อร์เลิ่งจะทำอะไรได้ ดังนั้นจึงได้แต่คิดไปว่าเอ้อร์เลิ่งอารมณ์ดี

ตั้งแต่ต้นจนตอนนี้ตีมอนสเตอร์กันมาประมาณสองชั่วโมงกว่าแล้ว จื่ออวี๋อัพเลเวลรวดเดียวสี่เลเวล ถึงจะไม่ได้เก็บเลเวลด้วยกันบ่อยนัก แต่ความเร็วของเอ้อร์เลิ่งกับชิวต้าส้าวเร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะมากอย่างแน่นอน แถมตลอดช่วงเวลานี้แทบจะไม่มีพูดคุยไร้สาระกันเลย

นี่สิถึงจะเรียกว่า “เก็บเลเวล”! มีประสิทธิภาพ มีอนาคต การเก็บเลเวลแบบยายหมูปากมากบางตัวนี่เอามาเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ช่วยด้วย!’

เฮ้ย?

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ช่วยด้วย! หนุ่มหล่อข้างหน้าน่ะ ช่วยฉันหน่อย!’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ช่างเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งเป็นบ้า วิ่งไปพลางพูดไปพลางได้ด้วย...’ เอ้อร์เลิ่งจื่อทอดถอนชมเชยจากใจจริง

ไหนเลยแค่แข็งแกร่ง...จื่ออวี๋ดูผู้หญิงชุดขาวที่ข้างหลังมีวิญญาณไล่ฆ่าตามหลังมาเป็นพรวนบนหน้าจอ แล้วแทบจะล้มหัวทิ่มลงกับพื้น

ไม่รอให้ผู้หญิงคนนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ เอ้อร์เลิ่งจื่อก็ได้พุ่งเข้าไปโดยสัญชาตญาณช่วยขวางฝูงวิญญาณให้เธอ

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสียวอวี่ เธออยู่หรอกหรือนี่!’

พระเจ้าครับ ผมแค้นท่าน...

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : โหยวอวี่ นายรู้จักเธอเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อืม!’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสียวอวี่ ฉันส่งข้อความไปให้นายทำไมนายไม่ตอบฉันหา? คนเค้าหรืออุตส่าห์เฝ้ารอให้เธอมาเก็บเลเวลด้วยกันนะ!’

เก็บเลเวล? ฉันว่าหาคนมาคุยเป็นเพื่อนเธอต่างหากมั้ง!

ทุกวันพอหูถุเปี้ยนสีก้วนเริ่มตีมอนสเตอร์ ยายหมูหนวกหูตัวนี้ก็เริ่มปฏิบัติการแหกปากใส่เขาไม่มีหยุดไม่มีพัก ไม่แค่แหกปากเฉยๆ แต่ต้องให้เขามีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วย...ถ้าจื่ออวี๋ไม่พูดสักแอะ ก็รอดูงิ้วหลงโรงได้เลย หนึ่งร้องไห้สองอาละวาดสามผูกคอตาย ผู้หญิงคนนี้เล่นได้โคตรจะเข้าถึงบทบาทเลยแหละ

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : มิน่าเล่านายถึงได้หายหัวไปเลย ที่แท้ก็อยู่เป็นเพื่อนสาวสวยทุกวันนี่เองเรอะ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ถ้านายยินดี นายอยู่เป็นเพื่อนเธอแล้วกัน’

ดูจากนิสัยของเอ้อร์เลิ่งจื่อแล้ว อย่างน้อยสามารถทนยายหมูหนวกหูตัวนี้ได้หนึ่งเดือน ให้เขาสองคนไปเสริมส่วนดีถมส่วนด้อยกันเอาเองแล้วกัน

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เสียวอวี่ นายจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ คนเค้าเพิ่งจะตกใจเสียขวัญมา นายไม่มาช่วยปลอบใจไม่พอซ้ำยังจะขับไล่ไสส่งกันอีก ฉันหรืออุตส่าห์ดีกับนายออกขนาดนี้ รู้ว่านายเป็นมือใหม่ก็ให้พี่ชายช่วยพานายเก็บเลเวล แล้วยังให้ชุดนายพานายทำเควส นายมาทำกันแบบนี้ได้ยังไงกันน่ะ!’

หนึ่งร้องไห้

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : นายบอกมานะ ไปรู้จักผู้หญิงอื่นแล้วล่ะสิ ก็เลยไม่สนใจฉันแล้ว? ไม่รู้ล่ะ นายต้องอยู่กับฉัน อยู่กับฉันๆๆๆๆ!’

สองอาละวาด

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : ถ้านายทิ้งฉัน นายจะเป็นเฉินซื่อเหม่ย[1] ต้องถูกเครื่องประหารหัวมังกรฉับหัวทิ้ง! คนเทพล้วนเคียดแค้น! ทุกคนล้วนประหารฆ่าได้!’

สามผูกคอตาย...บีบให้จื่ออวี๋ไปผูกคอตาย...

ผู้หญิง...สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวยิ่งกว่าน่ารักหลายเท่า...เหงื่อหยดติ๋ง...

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : พี่น้อง...นายจัดการตัวเองให้ดีเอาเองนะ...’

พูดไม่ออกและพูดไม่ออก...จื่ออวี๋ถูกคุณเธอเคี่ยวกรำทรมานเสียจนหมดแรงจะโมโหแล้ว เอาเถอะ เห็นแก่ที่ยายนั่นก็ถือว่าเคยช่วยเขามานิดหน่อย เขาจะฝืนใจทำความดีเรื่องหนึ่ง พาเธอไปทำร้ายพี่ชายของเธอก็แล้วกัน...

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : พี่ชายเธอล่ะ?’

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เขากลับเมืองไปแล้ว’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ทิ้งเธอไว้ที่นี่คนเดียวเนี่ยนะ?’

จากที่จื่ออวี๋รู้ พี่ชายของยายหมูปากมากเป็นชาวเผ่าหลงน้องสาว ไม่แค่สามารถอดทนต่อมลพิษทางเสียงของคุณเธอเท่านั้น ยังโอ๋เธอแบบสุดๆ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางทิ้งเธอไว้ที่สถานที่ผีบ้าที่มีวิญญาณลอยละล่องเต็มไปหมดนี้คนเดียวอย่างแน่นอน

‘อู๋ตี๋เป๋าเป่าจู : เขาเองก็ไม่อยากเหมือนกัน แต่เขาถูกศัตรูเก่าสกัดไว้ ก็เลยช่วยไม่ได้...’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ……’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : โหยวอวี่ วันนี้ก็เก็บกันมาพอแล้ว กลับไปกันก่อนดีมั้ย?’

จื่ออวี๋ดูนาฬิกาปลุกบนขอบโต๊ะคอมพิวเตอร์ เป็นเวลาเกือบจะตีสี่แล้ว

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ได้ กลับไปกันเถอะ’

ทั้งสี่คนเดินย้อนกลับไปได้ครึ่งทางก็เจอกับนักดาบป้ำเป๋อที่รีบร้อนมาหายายหมูไร้เทียมทาน

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : ยังดีนะที่พวกนายอยู่ที่นั่นด้วย ไม่งั้นฉันน่ะกลัวจริงๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเป๋าเป่า’

จื่ออวี๋พูดไม่ออกไปแล้ว ต่อให้พวกเขาไม่อยู่ที่นั่นด้วยแล้วจะเกิดอะไรขึ้นได้? อย่างมากก็แค่ให้ยายหมูปากมากออกจากเกมไปซะ รอจนหูถุฯมาถึงแล้วค่อยให้ยายหมูปากมากออนไลน์ใหม่ก็สิ้นเรื่อง ต่อให้ไม่ออฟไลน์ออกจากเกม อย่างมากที่สุดก็แค่ตายหนเดียว ด้วยชุดป้องกันสัปรังเคของยายหมูปากมากนั่น ถึงจะตายไปสักหนก็ดร็อปอะไรไม่ได้สักเท่าไรหรอก ค่าประสบการณ์ยิ่งลดได้แค่ไม่เท่าไหร่ หูถุเปี้ยนสีก้วนจะโอ๋เธอมากเกินไปแล้ว

ดูท่าทางเอ้อร์เลิ่งจื่อกับชิวต้าส้าวก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เครื่องหมายจุดไข่ปลาสองแถวจึงโผล่ขึ้นบนกรอบแชตพร้อมกัน

หูถุฯดูๆ แล้วถามว่า ‘สองคนนี้เพื่อนของนายเหรอ?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อื้ม’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : เก็บเลเวลได้เร็วดีนี่! เปิดบอทเก็บเรอะ?’ หูถุฯเลเวลตั้ง 70 แล้ว แต่ยังคงต่ำกว่าเอ้อร์เลิ่งถึง 8 เลเวลเต็มๆ

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : แหงแหละ ไม่เปิดบอทแล้วจะเล่นอะไร?’ เอ้อร์เลิ่งตอบอย่างภาคภูมิใจ

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : นักเล่นเกมอาชีพ?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : นายรู้ได้ไงน่ะ?’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : เซ้นส์มั้ง! มีของดีอะไรขายมั้ย?’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : ช่วงนี้ไม่มี กำลังเก็บเลเวลกันทั้งนั้น นายอยากได้อะไรล่ะ? พอจะช่วยถามให้ได้นะ’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : หนังสือได้อาชีพของปรมาจารย์ห้าธาตุ’

จะเป็นลม...นี่เขาคิดจะช่วยซื้อให้ยายหมูไร้เทียนทานจริงๆ เรอะ? หนึ่งล้านแปดแสนนะเฟ้ย! จื่ออวี๋ลองดูตัวเองอย่างอดไม่ได้ เลเวล 34 สามพันหกร้อยเหรียญ...

จังหวะนี้ในกรอบสนทนามีคนส่งข้อความลับให้จื่ออวี๋คนเดียว

‘ชิวต้าส้าว : หมอนั่นใครน่ะ? รวยงี้เชียว?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : เกษตรกรเลี้ยงหมู!’

‘ชิวต้าส้าว : หา?’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ซื้อให้ยายหมูไร้เทียมทานตัวนั้นน่ะ! ฉันเองก็เพิ่งจะรู้จักพวกเขาได้แค่สี่วัน ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ แต่ของบนตัวฉันนี่เขาเป็นคนให้ฟรีทั้งนั้น’

คาดว่าเอ้อร์เลิ่งเองก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน พักใหญ่ถึงค่อยพิมพ์ออกมาว่า ‘อันนี้ยากเกินไป น่าจะไม่มีนะ’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : งั้นช่างเถอะ!’ หยุดไปนิด แล้วถามต่อว่า ‘จริงสิโหยวอวี่ เพื่อนที่ครั้งก่อนนายพูดถึงคือพวกเขาเหรอ?’

ครั้งก่อน? คำพูดของหูถุเปี้ยนสีก้วนทำให้จื่ออวี๋จับต้นชนปลายไม่ถูกไปชั่วครู่ จากนั้นจึงนึกคำพูดที่เขาใช้พูดกลบเกลื่อนคำถามของหูถุเปี้ยนสีก้วนตอนที่พบกันครั้งแรกขึ้นมาได้กะทันหัน

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อืม พวกเขานั่นแหละ’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : เพื่อนฝูง พวกนายรู้จักซินซางเหรอ?’

เอ้อร์เลิ่งจื่อกับชิวต้าส้าวไม่รู้อีโหน่อีเหน่ใดๆ ทั้งสิ้น จึงต่างไม่ได้พูดอะไรไปชั่วขณะ

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : มือธนูที่มีเสือดำ ชื่อ “จื่อเว่ยหนี่ซินซาง” (ปวดหัวใจเพียงเพื่อเธอ) น่ะ’

ผลกำไรที่ไม่คาดคิดทำให้จื่ออวี๋ดีใจจนออกนอกหน้า เขาเดาถูกจริงๆ ด้วย หูถุเปี้ยนสีก้วนรู้จักเจ้า “พระเอก” นั่นอยู่ก่อนแล้ว

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : พวกเราไม่รู้จัก’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : ไม่รู้จัก?’

จื่ออวี๋สามารถรู้สึกได้ว่าประโยคสุดท้ายนั้นคือถามตัวเขา แต่ตอนนี้จื่ออวี๋ไม่กลัวว่าความจะแตกเลยสักนิด ต่อให้หูถุเปี้ยนสีก้วนสงสัยมากแค่ไหนก็ไม่มีทางเดาที่มาที่ไปออกอยู่แล้ว

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : ฉันคงจะจำผิดน่ะ สองวันนี้นอนไม่พอนิดหน่อย หัวชอบเบลออยู่เรื่อย’

‘หูถุเปี้ยนสีก้วน : งั้นหรือ? งั้นนายรีบไปนอนพักจะดีกว่า ฉันไปเก็บเลเวลกับเป๋าเป่าต่อล่ะนะ บ๊ายบาย’

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อืม บ๊ายบาย’

มองส่งสองพี่น้องวิ่งย้อนกลับไปตามทางขามาอีกครั้ง จื่ออวี๋เดาว่าหูถุเปี้ยนสีก้วนเดาได้แล้วว่าจะไม่มีทางได้ความจริงอะไรจากตัวเขา ดังนั้นต่อไปเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าทุกคนจะเป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกัน

‘ชิวต้าส้าว : โหยวอวี่ ดูเหมือนนายจะมีเรื่องปิดบังพวกเราเยอะเลยนะ’ สองพี่น้องเพิ่งจากไป ชิวต้าส้าวก็พูดขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : จะเป็นไปได้ไง เรื่องเห่ยๆ พวกนั้นของฉันพวกนายยังไม่รู้อีกเรอะไง?’

‘ชิวต้าส้าว : ก็จริง ดึกมากแล้ว พวกเราออกก่อนล่ะ! ตอนนี้นายทำงานแล้ว ระวังไปทำงานสายจะถูกหักเงินเดือนล่ะ!’

ชิวต้าส้าวไม่ได้รุกถามต่อ แค่พูดคำพูดไม่หนักไม่เบาแล้วบอกลา!

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : นั่นสิ นายรีบออกไปนอนเหอะ! หากินกับเกมออนไลน์นี่สบายกว่าจริงๆ อยากตื่นเมื่อไหร่ก็ตื่นเมื่อนั้น ฉันกะจะแช่อยู่ในเกมออนไลน์ไปชั่วชีวิตนี่แหละ’

เอ้อร์เลิ่งจื่อพูดอย่างเห็นด้วย

‘โหย่วสือโหยวอวี่ : อืม งั้นเจอกันพรุ่งนี้’

‘ชิวต้าส้าว : เจอกันพรุ่งนี้’

‘เอ้อร์เลิ่งจื่อ : บาย!’

พูดราตรีสวัสดิ์กับทั้งสองคน จื่ออวี๋ออฟไลน์ปิดคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแต่นั่งเหม่ออยู่ในโซฟาเดี่ยวของตัวเองแหงนมองเพดานห้อง

เอ้อร์เลิ่งจื่อกับชิวต้าส้าวมองไม่ออกจริงๆ น่ะหรือว่าตัวเขามีเรื่องปิดบังพวกเขาอยู่? มีแต่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่ดูไม่ออก! แต่ดูออกแล้วไงหรือ? พวกเขาเรียกพี่เรียกน้องกันในเกม ต่างก็พูดแฉเรื่องเปิ่นๆ ของกัน คุยกันเรื่องสัพเพเหระที่แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่แน่ว่าจะรู้ เหมือนสนิทกันมากจนไม่มีช่องว่างจริงๆ ยังไงยังงั้น แต่พอปิดเครื่องแล้ว พวกเขาก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง มีโลกของตัวเอง ใครล่ะจะไปรู้จักใคร? สำหรับพวกเขาแล้วความไว้วางใจช่างเป็นของที่ใกล้เพียงแค่เอื้อมแต่ก็ไกลเสียจนคว้าไม่ถึง

พูดกันตรงๆ แล้ว พวกที่เป็นนักเล่นเกมออนไลน์อาชีพนั้นอยู่ด้วยกันเพราะผลประโยชน์ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เรียกว่า “ผลประโยชน์” นี้บางครั้งก็สามารถเป็นเหมือนกาวที่เหนียวที่สุด บางครั้งกลับสามารถเป็นเหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกัน นอกจากผู้หญิงแล้ว “ผลประโยชน์” สามารถนับได้ว่าเป็นของที่เชื่อถือไม่ได้มากที่สุด



[1] เฉินซื่อเหม่ย คือตัวละครในเรื่องเปาบุ้นจิ้นคดีราชบุตรเขยจอมโหด เดิมเป็นนักศึกษายากจน แต่งงานอยู่กินกับภรรยาชื่อฉินเซียงเหลียน ต่อมาไปสอบที่เมืองหลวงแล้วได้เป็นจอหงวน ถูกฮ่องเต้เลือกเป็นราชบุตรเขย จึงปิดบังว่าตัวเองมีลูกเมียแล้ว ทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ที่บ้านนอก แต่งงานเสพสุขกับองค์หญิงในเมืองหลวง ต่อมาฉินเซียงเหลียนเห็นสามีเงียบหายไร้ข่าวคราว จึงพาลูกไปตามหาที่เมืองหลวง แต่เฉินซื่อเหม่ยไม่ยอมรับว่านั่นคือลูกเมียเขา ทั้งยังส่งนักฆ่าไปลอบฆ่า

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 3 ก.พ. 2555, 22:53

1 ความคิดเห็น